สติ : สานแห่งการภาวนา พระอรหันต์กับเยาวชน ภาวนา : การรักษาความสะอาดบ้าน ภาวนา :น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต จิตว่าง
สติ : สานแห่งการภาวนา
การเจริญภาวนาในพระพุทธศาสนาทุกชนิด ต้องมีสติเป็น
ผู้นำเสมอ เช่น สติปัฏฐานสี่ อานาปานสติ หรืออนุสติอื่นๆ ล้วนมี
สติเข้าไปชี้นำ ควบคุม กำกับทั้งสิ้น เวลาที่เจริญภาวนา อานาปาน
สติ ก็เอาสติไปอยู่กับลมหายใจเข้าออกลักษณะใดลักษณะหนึ่ง จด
ใดจุดหนึ่ง ที่เห็นว้าชัด ข้อสำคัญต้องรู้สึกกับลมหายใจและความ
เคลื่อนไหวจริงๆ ในการเจริญภาวนาแต่ละครั้งจะได้สติมากน้อยไม่เท่ากัน
สังเกตได้จากการที่สติอยู่กับลมหายใจได้มากน้อยเพียงใด บางครั้ง
ตั้งสติไว้ที่ลมหายใจแล้ว แต่พอเผลอก็ค่อยๆ ทิ้งลมหายใจ ไถลไป
ปรุงแต่งเรื่องอื่น พอคิดขึ้นมาได้ว่ากำลังเฝ้าดูลมหายใจ ตรงนี้แหละ
เรียกว่า สติ แปลว่า ความระลึกได้เรื่องที่ใจไถลไป ความคิดก็หมด
ไป กลับมาสังเกตลมหายใจตามเดิม เมื่อระลึกได้ สติกลับมา สัมปชัญญะก็มาด้วย พอระลึกได้
ต่อมา สัมปชัญญะก็ทำหน้าที่รู้ตัว พอขาดสัมปชัญญะ สติก็ขาดไป
ด้วยเลย ใจก็ไปปรุงแต่งเรื่องใหม่บ้าง ดึงเอาเรื่องเก่ามาคดบ้าง พอ
สติมาทันก็เลิกปรุงแต่งทันที การทำหน้าที่ตรงนี้ละเอียดมากเพราะใจเป็นหลัก สติเป็น
คุณภาพของใจ ถ้าใจมีสติมากโดยการฝึกฝนหรือสะสม สติก็จะทำ พระอรหันต์กับเยาวชน
ดูเหมือนว่า พระสารีบุตรแม้จะได้รับการยกย่องจากพระ พุทธเจ้าว่าเป็นผู้ที่เข้าใจเยาวชนเป็นอย่างดี เมื่อมีเด็กเข้ามาบวช พระพุทธเจ้าจะมอบให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ และคอยดูแล เลี้ยงดูอย่างดี ฟูมกกให้เจริญงอกงามทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ตั้งแต่พระราหุลเป็นต้นมา ต่อมาท่านได้รับเด็กมาบวชเป็นสามเณรอีกรูปหนึ่งชื่อว่า บัณฑิต เมื่อบวชแล้วท่านก็ได้ดูแลให้การอบรมอย่างใกล้ชิด เวลา บิณฑบาตก็มักพาสามเณรตามหลังไปด้วยเสมอ อยู่มาวันหนึ่งพระสารีบุตรพาสามเณรเข้าไปบิณฑบาตในหมู บ้านแห่งหนึ่งเดินผ่านบ้าน สวน นาตามลำดับ ชาวบ้านในหมูบ้าน ขยันขันแข็งออกมาทำงานแต่เช้าตรู่ เมื่อสมณะหนึ่ง สามเณรหนึ่ง เดินผ่านทุ่งนา สามเณรเห็นคนกำลังไขน้ำเข้านา บังคับน้ำจากแม่น้ำ ล้าคลองใหญ่ที่ไหลผ่านเข้าสู่ผืนนาเพื่อใช้ในการทำนา สามเณรจึงถามพระสารีบุตรว่า "เขากำลังทำอะไรอยู่ขอรับ ? " พระสารีบุตรบอกว่า "เขากำลังไขน้ำเข้านา " . สามเณรถามว่า ''น้ำมีหัวใจ มีความรู้สึกนึกคิดไหม " พระสารีบุตรตอบว่า "น้ำไม่มีใจ" . สามเณรถามว่า "ทำไมน้ำจึงเข้าไปในนาได้ล่ะ " พระสารีบุตรตอบว่า "เพราะคนบังคับให้มันเข้าไป มันจึง เข้าไป" สามเณรหายสงสัย เดินตามพระอุปัชฌาย์ไปอย่างเงียบๆ จน เข้าหมู่บ้าน เห็นคนกำลังดัดไม้ตรงๆให้งอโค้งเพื่อทำล้อเกวียน และ อุกปกรณ์ที่ต้องประกอบล้อเกวียน ภาวนา : การรักษาความสะอาดบ้าน
บ้านที่รกรุงรัง มิได้ปัดกวาดเช็ดถู ผู้อยู่ก็ซึมเซาห่อเหี่ยว แต่ถ้าได้ปัดกวาดเช็ดถู จัดข้าวของให้เป็นระเบียบ บ้านก็ว่างจาก ความเกะกะรกรุงรัง เหลืออยู่แต่ความมีระเบียบ สวยงาม เจ้าของ บ้านมองแล้วก็เบิกบาน แจ่มใส บ้านก็น่าอู่น่าอาศัย การเจริญภาวนาก็คือ การกวาดบ้าน จัดระเบียบบ้านให้อยู่ ในสภาพที่เป็นระเบียบระบบ ขจัดสิ่งไม่พึงปรารถนาคือ กิเลส และ อาสวะ อันเป็นขยะออกไป เหลืออยู่แต่ความรู้ ความตื่น อยู่ตลอด เวลา ความเบิกบานก็จะปรากฏขึ้น ฉะนั้นเมื่อรู้สึกหดหู่ ห่อเหี่ยว ไม่กระปรี้กระเปร่า ซึมเซา เซ็ง ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า บ้านรกเต็มทีแล้ว ต้องเจริญสมาธิภาวนาเพิ่มขึ้นโดยด่วน เพื่อเก็บ กวาดบ้านให้สะอาดผ่องใส สติสัมปชัญญะน้อยลงแล้ว ต้องรีบเจริญภาวนาเพิ่มสติ สัมปชัญญะ คือความรู้และความตื่นโดยด่วน เพื่อให้ความเบิกบาน กลับมา เมื่อริสึกว่า หมดความรู้สึกตัวทั่วถึงตรงไหน ควรเพิ่มตรง นั้น หมดเมื่อไรเพิ่มเมื่อนั้น
13/11/44 เวลา 7.00 น
วัดอมราวดี
ภาวนา :น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต
ให้เข้าใจประหนึ่งว่า สติสัมปชัญญะเหมือนน้ำมันรถยนต์ ถ้าหมดลงที่ไหนเมื่อไรต้องเพิ่มทันทีทันใด ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะไป ต่อไม่ได้เลย ชีวิตที่ขาดสติสัมปชัญญะ แม้พยายามจะไปต่อก็อา จะไปพบกับความทุกข์ทรมาน เพราะเมื่อใจถูกกิเลสอัดแน่น เผา ลนจนแห้งผาก ขาดสติสัมปชัญญะหล่อเลี้ยงจิตใจ ไม่เหลือความ สดชื่นเบิกบานที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจอย่างเพียงพออีกแล้ว สุดท้ายก็ถึงกับปลิดชีพตัวเอง หนีความอึดอัดทรมาน เหมือนกับเจ้าของบ้านที่ปล่อยให้ขยะเต็มบ้าน ท่วมบ้านท่วมช่อง คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร สุดท้ายก็เผาบ้านหนีแล้วไปหาบ้านหลัง ใหม่ ทั้งๆ ที่ไม่ริอนาคตว่า บ้านหลังใหม่ที่จินตนาการถึงนั้น จะมี ที่ว่างให้พักพิงแค่ไหน ? สะอาดแค่ไหน ? ลักษณะเป็นอย่างไร? อยู่ที่ไหน? หมั่นปัดกวาดเช็ดถูอยู่ที่นี่ เดียวนี้และทุกขณะ จะได้มีความ ปีติปราโมทย์เบิกบานแจ่มใส หล่อเลี้ยงจิตใจ ถ้าเบิกบานตลอดเวลา หรือหากจะพัฒนาจิตให้ไปไกลกว่านั้นจนถึงขั้นที่ท่านเว่ยหล่างเขียน บทกวีว่า "ต้นโพธิ์ก็ไม่มี กระจกเงาก็ไม่มี แล้วฝุ่นจะจับอะไร" ซึ่งได้เขียนต่อจากความเดิมที่ศิษย์ร่วมสำนักคนเก่งเคย เขียนไว้ก่อนว่า กายเหมือนต้นโพธิ์ ใจเหมือนกระจกเงา กิเลสเหมือนฝุ่นละออง ต้องหมั่นเช็ดถูบ่อยๆ " กระจกเงาจึงจะสะอาด" จิตว่าง
จิตว่าง คือจิตที่ไม่รกรุงรัง มีที่ว่าง ไม่อัดแน่นด้วยกิเลส ปลอดจากความรู้สึกวิตกกังวล ฟุ้งซ่าน สับสน อึดอัด หงุดหงิด รัก เกลียด ท้อแท้ เหนื่อยหน่าย วุ่นวาย กวัดแกว่ง แต่เป็นจิตที่มี สติเป็นมารดาก่อให้เกิดสมาธิ ปัญญา โยนิโสมนสิการ เมตตา และธรรมะสำคัญอื่นๆ อีกมากมายอกในจิตว่างนั้น จิตว่าง เป็นจิตปกติ สงบนิ่ง เหมือนสถานที่ๆ ปราศจาก ลมฝนพัดกระหนำกรรโชก เหมือนทะเลที่ปราศจากคลื่น เหมือน ต้นไม้ที่ยืนนิ่งไม่มีลมพัดมากระทบกระแทกให้ ไหวเอนถ้าสังเกตให้ ดีเราจะพบจิตชนิดนี้ได้วันละหลายๆ ครั้ง เมื่อพบแล้วรู้สึกสดชื่นเบิกบาน ทำงานทุกชนิดอย่างมีความ สุข มีพลัง มีประสิทธิภาพ มีปีติ มีความอิ่มใจ เรียกกันทั่วๆ ไปว่า ความสบายใจ ทุกคนต้องการกินด้วยความสบายใจ นอนด้วยความ สบายใจ ขับรถด้วยความสบายใจ เรียนด้วยความสบายใจ ประกอบ ภารกิจประจำวันด้วยความสบายใจ คบหาสมาคมผู้คนด้วยความ สบายใจ ความสบายใจดังกล่าวนี้ มีได้อย่างแท้จริงต่อเมื่อจิตว่าง นั่นเอง พื้นที่สวน ไร่ นา ที่ว่างจากวัชพืชนานาชนิดย่อมปลูกพืช ได้มากและเก็บเกี่ยวผลมารับประทานหล่อเลี้ยงชีวิตได้มาก ฉันใด จิตที่ว่างจากกิเลสก็ปลูกฝังความดีทั้งหลากหลายชนิดได้มาก และ ผลิดอกออกผลมาเป็นความสุขสงบได้รวดเร็วมากมาย ฉันนั้น บ้านเรือน สำนักงาน อาคารตึกที่มีห้องหรือเนื้อที่ว่างมาก ย่อมเลือกสรรใช้ประโยชน์ได้มากฉันใด หน่วยความจำของ คอมพิวเตอร์มีมากย่อมบรรจุข้อมูลได้มากฉันใด เก้าอี้ที่ว่างย่อม นั่งได้สบายฉันใด จิตที่ว่างก็ย่อมบรรจุความสามารถและคุณธรรม มองฟ้า มองใจ
วันนี้แผ่นฟ้าผืนใหญ่บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้เมฆหมอกมาบดบัง มองตามทัศนะวิสัยดูเหมือนว่า สีครามแห่งท้องฟ้าจะแผ่กว้างใหญ่ ไพศาลไปทั่วจักรวาลทีเดียว มันช่างสดใสจริงๆ ไม่มีสิ่งใดแม้น้อย ที่บดบัง สัญญาณที่บอกว่าฟ้าจะสวยในวันนี้มีมาตั้งแต่ตอนเช้าตี 5 เมื่อเดินมาทำวัตรในโบสถ์ สามเณรกล่าวคำสวัสดีตอนเช้า แล้วชี้ ขึ้นไปบนท้องฟ้าพลางแนะนำว่า วันนี้ฟ้าสวย เมื่อมองตามสามเณร ไปก็เห็นดวงดาวประดับฟ้าเต็มไปหมด พอรุ่งเช้า โมงกว่าฉันอาหารเช้ายังไม่ทันเสร็จ แสงแดด ส่องมาแต่เช้าตรู่ ไม่ได้เห็นแสงแดดมาสามวันเต็มแล้ว พอเห็น ทุกคนก็ดีใจ อาหารเช้าเสร็จแล้วก็พากันเดินรับแสงแดดยามเช้า อย่างกระตือรือร้นและเปี่ยมสุข ท้องฟ้าที่สดใสเหมือนใจที่บริสุทธิ์ หมอกเมฆเหมือนกิเลส ที่บังใจ วันที่กิเลสออกไปจากใจ ใจก็จะบริสุทธิ์ กิเลสไปๆ มาๆ เหมือนกับก้อนเมฆที่บังฟ้าไปๆ มาๆ อยู่ไม่รู้วันสิ้นสุด
14/11/44 เวลา 8.55 วัดอมราวดี รู้วาง ว่างเบา
สงบหรือปลอดกิเลสได้อย่างไม่คดเคี้ยว เมื่อต้องการชีวิตที่เป็นอิสรภาพอย่างแท้จริงก็ต้องอ ให้ห่าง กิเลส พบกับจิตว่างบ่อยๆ ความสุขก็จะขยายตัวมากขึ้น การกระทำดังกล่าวมาแล้วเรียกว่า "การปฏิบัติธรรม" คือ หาความสุขให้กับตนเอง 15/11/44 เวลา 5.15 น. วัดอมราวดี